Blog Economics  โดย คุณตา นุชจรินทร์ Blog Strategy โดย คุณเอส กรภัทร Blog Fundamental โดย คุณเพลิน เพลินใจ Blog Technical โดย คุณชัย คณฆัส
NOMURA IRIS TEAM BLOGS

Dragon pattern / Chapter 3 ตอนที่ 2 : วงจรการเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขาย (ช่วงขาขึ้น)

30 มกราคม 58





เรื่อง “การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย” โดยแบ่งออกเป็น 4 ตอนด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 ตอนด้วยกัน 

ตอนที่ 1 = ความหมายและประโยชน์ในการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย
ตอนที่ 2 = วงจรการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของราคา (ช่วงขาขึ้น)
ตอนที่ 3 = วงจรการวิเคราะปริมาณการซื้อขายเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของราคา (ช่วงขาลง)
ตอนที่ 4 = บทสรุปที่ท่านได้รับจากการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย




 CHAPTER  3   Part 2   =  วงจรการเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขาย (ช่วงขาขึ้น) มี 2 ข้อ

The four phase of market cycle (Wyckoff method)


1.   Accumulation phase : A sideways range in which large players buy carefully and skillfully without moving the price. The public is unaware of what is going on: the market is off the radar and out of the public focus while under accumulation. 

Phase A ราคาอ่อนตัวลง และ ผู้เริ่มต้นเข้ามาพิจารณามักจะเกิดจากจากกองทุน ธนาคาร สถาบันการเงิน / นักลงทุนรายใหญ่ประเภท Value investors รวมถึงนักวิเคราะห์ทางเทคนิคที่เน้นด้าน Cycle investment พยายามหาการเปลี่ยนแปลงจาก Sideway down มาเป็น Bottom out pattern
Phase A
เข้าหา Phase B
มักเกิดหลังจาก SELLING CLIMAX แล้ว จากนั้นนักลงทุนกลุ่มที่กล่าวใน Phase A จะทยอยเข้ามาเลือกซื้อ (รายหลักทรัพย์ โดย Money management อาจเป็นลักษณะปิรามิต คือ ค่อยทยอยซื้อตามสัดส่วน) ราคาหุ้น SIDEWAY ใน Phase B ใช้ระยะเวลานาน วงจรบางบริษัทอาจนานมากกว่า 1 ปีก็ได้
Phase B  ตัวแท่งเทียนในช่วงการสร้าง BOTTOM มักจะมีแท่งที่ยาวเป็นพัก ๆ เหมือนคล้ายกระตุก และจาากนั้นหายเงียบไป (เหมือนคล้าย ๆ การทดสอบตลาด)
Phase B
ไปหา Phase C 
บางครั้งมี Bear trap ความหมาย คือ ราคาอาจทดสอบยอดต่ำบริเวณเส้น SUPPORT จากกนั้นหลุดลงมาเล็กน้อย และดีดตัวกลับ หรือ บางครั้งอาจแสดง positive divergence ในสัญญาณทางเทคนิค อาทิ ราคาทำยอดต่ำในลักษณะ New low ขณะที่สัญญาณกลับมียอดต่ำที่ยกสูงขึ้นแสดงถึงยังอยู่ในช่วงสะสม (และบางครั้งทำเป็น Hidden divergence คือ ราคาทำยอดต่ำที่ยกสูง แต่สัญญาณทางเทคนิคกลับมี New low แสดงถึงราคาแข็งแรงกว่าเมื่อเทียบกับสัญญาณ อย่างนี้ก็ถือว่าอยู่ในช่วงของการสะสมหรือเฝ้าดูอาการในการเปลี่ยนทิศทางหรือไม่ต่อไป)
Phase D
ไปหา Phase E
การเคลื่อนไหวของราคาเริ่มมีความชัดเจนในการเปลี่ยนจาก Bottom out มาเป็น Sideway up ความหมาย คือ ฐานของการแนวรับแต่ละครั้ง “ยกสูงขึ้น” และการดีดตัวแต่ละครั้งเริ่มมียอดสูงที่สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้แนวโน้มในที่สุดเปลี่ยนมาอยู่ในกรอบ Uptrend channel ในระยะถัดไปนั่นเอง




ถ้าเรานำเอาทฤษฏีของราคาในช่วง
Accumulate phase ข้างต้น และนำมาเปรียบเทียบกับ Volume analysis จะพบว่าอยู่ใน Weak supply phase คือ ปริมาณการซื้อขายจะค่อย ๆ เบาลง และจะเริ่มค่อย ๆ เพื่มขึ้นเมื่อราคาสามารถยืนอยุ่เหนือเส้น DOWNTREND LINE  ลักษณะ Demand and Supply จะมีดังนี้ 


ถ้าเรานำเอาทฤษฏีของราคาในช่วง Accumulate phase ข้างต้น และนำมาเปรียบเทียบกับ Volume analysis จะพบว่าอยู่ใน  Weak supply phase คือ ปริมาณการซื้อขายจะค่อย ๆ เบาลง และจะเริ่มค่อย ๆ เพื่มขึ้นเมื่อราคาสามารถยืนอยุ่เหนือเส้น DOWNTREND LINE  ลักษณะ Demand and Supply จะมีดังนี้ 

เมื่อนำข้อ 1   Accumulate phase มาเปรียบเทียบกับ Volume ก็จะได้ภาพในช่วงแรก คือ การเกิด Weak Supply

 

ในช่วงเฟสนี้ จะเป็นช่วงปลายของ Downtrend จะมีปริมาณการซื้อขายที่เบาบางและราคาที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และเป็นช่วงสุดท้ายของการขายของนักลงทุน โดย Weak Supply phase แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ Panic sell-off และ Dull lackluster decline  

 

โดยปกติแล้วในระยะกลางและระยะสั้น Panic sell-off จะมีระยะเวลาอันสั้น ซึ่งอาจจะมีระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และจะมีการ form v-shaped price bottom

 

ในบางกรณี ในเฟสนี้อาจจะไม่เป็นรูปแบบ Quick panic bottom และอาจจะยืดเยื้อกว่าเฟสอื่น เรียกว่า Dull lackluster stare

 


ยกตัวอย่างจากภาพด้านล่าง    ผู้ขายจะเริ่มเฉื่อนชาต่อการปรับลดลงของราคาหุ้น นักลงทุนเริ่มมองว่าราคาลดลงถึงจุดที่ว่าไม่คุ้มค่าที่จะขายต่อไปและราคา Discounted มากเกินควร และเหลือนักลงทุนน้อยคนที่จะเต็มใจขาย ณ ราคาปัจจุบัน โดยการ lack of Supply จะเป็นตัวชี้นำว่า ราคาหลักทรัพย์นั้นๆ กำลังอยู่ที่จุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งแปลความหมายอีกนัยหนึ่งว่า มีทิศทาง bullish ในช่วงข้างหน้า






  








 

 








2.  
Mark up phase  or classic uptrend :  The public psychology in an uptrend is a subject for study in and of itself. Usually , trends begin out of accumulation and there is little attention from the public. Trends begin is sneaky, unnoticed ways, but , at some point, the price advances far enough that people start to take notice.

 

At this point, the public becomes aware of the price movement and their buying serves to people prices higher. Smart money players who bought in the accumulation phase may sell some of their holding into the strength of the uptrend, or they may just hold and wait for higher prices. 


-      ราคาสามารถผ่านทะลุเส้น RESISTANCE LINE ขึ้นมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น

-      รูปแบบของราคามีการเปลี่ยนแปลงจาก TRADING RANGE มาเป็น SIDEWAY UP

-      ความสนใจของผู้คนเริ่มเพิ่มขึ้น

-      สาเหตุที่ราคาเพิ่มขึ้นนอกจากมีแรงซื้อเข้ามาแล้ว อาจเกิดจากการเปลี่ยนสถานะจากการ SHORT ก่อนหน้านี้มาเป็น COVER SHORT (ซื้อคืน) นั่นเอง

-      อาจเกิดเก็งกไรด้วย Margin   

-      ในช่วงที่ปรับตัวขึ้นจะมีภาพของการพักตัว และขึ้นต่อ (Re-accumulation) ตามรูปด้านล่าง

-      ช่วงปลายของ UPTREND บางครั้งอาจมีอัตราเร่งของราคาให้จูงใจผู้คนเข้ามาเก็งกำไร

-      เมื่อเกิด Mark up เสร็จสิ้นมักจะตามมาด้วยการ “แจกของ” หรือ Distribution phase 

เมื่อนำข้อ 2  Mark up phase  มาเปรียบกับ Volume analysis จะพบว่าอยุ่ใน  Strong Demand

เฟสของขาขึ้น (Uptrend) บ่งชี้ที่ได้จากราคาที่เพิ่มขึ้น ด้วยปริมาณการซื้อขายที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปกติแล้วเฟสนี้จะเกิดขึ้นหลังจากกดหดตัวของด้าน Supply และการเกิดขึ้นของ Bull Market จะเริ่มต้นด้วยการแกว่งตัวสวิงอย่างหนัก

ในช่วงต้นๆ ของเฟสหนึ่ง จะมีการสะสมหุ้นในจังหวะอ่อนตัว ด้วยมุมมองตลาดเชิงลบ นักลงทุนหาโอกาสลดการถือสถานะในจังหวะปรับขึ้น แต่ในขณะที่การปรับตัวขึ้นของราคาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นดังกล่าวมากขึ้น (Trend ทำ Higher lows) ในช่วงต่อมา ปริมาณการซื้อขายกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตอกย้ำภาพของการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาพของลำดับขั้นตอนดังกล่าว จะทำให้นักลงทุนเห็นกระจ่างว่า ปริมาณซื้อขายยืนยันแนวโน้มขาขึ้นและชี้นำว่าแนวโน้มจะดำเนินต่อไป


สำหรับพุทธศาสนสุภาษิตฉบับนี้
"ตุฏฐี สุขา ยา อิตรีตเรน แปลว่า พอใจเท่าที่มี เป็นความสุข”
เจอกันตอนต่อไปนะครับ